2009/Jan/20

เคยนึกๆย้อนเล่นๆกลับไปสมัยเด็กๆกันบ้างหรือป่าว? ว่ามีตัวเลขอะไรเกี่ยวข้องในชีวิตบ้าง? สนุกดีนะ..เป็นการทดสอบสมองไปในตัว  แล้วจะรู้ว่า..ในชีวิตคนเรา ทำไมตัวเลขมันเยอะขนาดนี้วะ..


20943       เลขประจำตัวที่ใช้อยู่ตลอด 12 ปี ที่โรงเรียน (จำไม่ได้ก็แย่แล้ว..)

23     เลขที่ในห้องเรียน ตอนป.1 

23             อีกที.. เป็นชั้นที่อยู่ของโรงเรียนสอนดนตรี สยามกลการ สาขา เยาฮัน หรือปัจจุบันก็คือ 

ฟอร์จูนนั่นแหล่ะ.. ตอนเด็กๆ ต้องไปเรียนทุกอาทิตย์เลย
 
ุ61            จำนวนเพื่อนๆในห้องนั้น.. เยอะฉิบเป๋งเลย

15:20         เวลาเลิกเรียน.. จำได้แม่นเลย

2                 ราคาขนม กาก้า  

3    ราคาขนม คัมคัม  ( ทำไมมันต้องต่างกันบาทนึง ทั้งๆที่ขนาดเท่ากัน...)

11               จำนวนชิ้นของพิซซ่าที่กินได้มากที่สุด ตอนแข่งกินกับเพื่อน แบบไม่เหลือขอบกันเลย 

                  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรียนร.ด.ปี 1 ซึ่งพิซซ่าฮัทมีบุฟเฟ่ทุกวันอังคาร.. จำได้ว่า พะอืดพะอมไป

    เป็นเดือน

11    อีกเหมือนกัน... จำนวนวิชาที่ตกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตอน ม.4 เทอม 1

282-3356   เบอร์โทรศัพท์บ้านเก่าสมัยเด็กๆ.. โทรไปให้แม่มารับบ่อยๆ (โทรศัพท์ยังเป็นหมุนๆอยู่เลย)

149/2         เลขที่บ้านเดียวกันนั้นเอง..  ตอนนี้กลายเป็น "บางกอกบาร์" ไปเรียบร้อยแล้ว..

30              สายรถเมล์ประจำ (จริงๆนั่งได้หลายสาย แต่สายนี้มีเยอะสุด) ที่ต้องนั่งจากโรงเรียนกลับบ้าน

                 นั้นแหล่ะ..

644-2354     เบอร์เพจตัวเอง สมัยมัธยม เป็นของ "samart 1188"

980-7462    เบอร์ pct แฟนสมัยม.ปลาย โทรหาทุกพักเที่ยง สมัยนั้นเค้าให้ทดลองโทรฟรีกันอยู่ สัญญาณ

 ห่วยมาก มีท่าประหลาดๆ ในการพยายามให้มีสัญญาณมากมาย เช่นเอานิ้วชี้แตะที่หัวเสา 

 แล้วคว่ำเครื่องลง.. เขย่าๆสักสามที..  -_-'
 
88.0          สไมล์เรดิโอ คลื่นสุดท้ายทางซ้ายสุด คลื่นวิทยุที่ฟังตลอดเวลา ขนาดนอนยังเปิดทิ้งไว้เลย..

70             ราคาปกเทปม้วนแรกในชีิวิตที่ซื้อด้วยเงินตัวเองตอนป.3 นั่นคือ "นันทนา บูญหลง" 

         ชุด "หัวใจข้างขวา" 

31 ตุลา 2535    วันวางแผงของนูโว ชุด Oxygen .. ไม่รู้จำไว้ทำไม.. ยังนึกประโยชน์ไม่ออก

3 ตุลา        เป็นวันเกิดของผู้หญิงที่เคยแอบชอบสมัยม.ต้น.. 

1126           เลขห้องของหอที่แฟนสมัยมหาลัย' อยู่..ไปบ่อยก็จำแม่นงี้แหล่ะ


คิดกันออกบ้างมั๊ย? แปลกดีนะ..ยิ่งคิดออกมาได้มากเท่าไหร่  รอยยิ้มก็จะยิ่งกว้างมากเท่านั้นเลยล่ะ...

2009/Jan/08

 

 

 

 

 

     จนป่านนี้แล้ว ข่าวทุกวันที่ยังเห็นๆกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน การที่คนไทยด้วยกันแท้ๆ (แม่ง)ยังมานั่งทะเลาะกันเองทุกวัน อย่างกับเกิดกันมาคนละที่ หรือไม่ก็ญาติข้างพ่อคงฆ่ากันตายมาก่อน ที่วันนี้รู้สึกสลด แม้จะเป็นข่าวเล็กๆ ถ้าฟังผ่านๆก็อาจจะไม่คิดอะไร (เพราะชาชินซะแล้ว)

    

     ยายเนียมที่ทุกคนได้รู้จัก จากการแถลงอันเลื่องลือของนายกฯอภิสิทธิ์ เกิดป่วยหนักติดต่อมาหลายอาทิตย์ จนพบว่ายายเนียมป่วยเป็นมะเร็ง และยายเองก็ไม่รู้สึกตัวมาพักหนึ่งแล้ว หมอบอกว่ามีแต่อาการทรงกับทรุดเท่านั้น..

     

      ที่น่าเศร้าคือ นายกฯตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมยายเนียมที่โรงพยาบาล

 กลุ่มคนเสื้อแดงรู้ข่าวดังนั้น ก็พร้อมใจกันราวสองร้อยคน ไปปิดโรงพยาบาล เตรียมขับไล่นายกฯ ...  ลองจินตนาการดูว่าถ้ายายเนียมเป็นยายเรา แล้วมีไอ้กลุ่มอะไรสักกลุ่มมาปิดล้อมไม่ให้มาเยี่ยม...ไม่ต้องเป็นนายกฯหรอก เอาแค่ใครสักคนไปเยี่ยมยายเราที่กำลังจะตายไม่ได้ จะรู้สึกยังไง...?   น่าเศร้าจริงๆที่ ความรัก ความดีงาม มันหมดไปจากประเทศนี้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...?

 

    โจ บั๊ค หนุ่มคาวบอยบ้านนอกที่แบกความหวังเต็มเปี่ยม ทิ้งความลำบากของเท็กซัสดินแดนที่ห่างไกลไปสู่เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค เพียงหวังว่าจะเจอทางลัดในชีวิต ทางลัดในเมืองที่มีแต่สาวรวยๆที่พร้อมจะทำให้เค้าสบายไปทั้งชีวิต

      การเดินทางด้วยความหวังมาสู่ดินแดนศิวิไลซ์ ฉากในนิวยอร์คที่วุ่นวายในยุคปลาย 60s ผู้คนขวักไขว่ ไม่มีใครสนใจใคร ตัดกับเพลงลูกทุ่งๆแบบใสซื่อ ที่ชื่อว่า “Everybody’s Talkin’ ” ของ Harry Nilsson

 

      “เหมือนทุกคนกำลังพูดกับฉัน แต่กลับไม่ได้ยิน จะมีก็แต่เสียงก้องดังอยู่ในหัว...ไม่ว่าใครก็เอาแต่จ้องมอง แต่ฉันกลับเหมือนมองไม่เห็นใคร  จะมีก็แต่เงาในดวงตาเท่านั้นเอง.. ฉันเฝ้าแต่ตามหา ที่ไหนนะ...ที่แสงจากดวงอาทิตย์จะสาดส่อง ผ่านสายฝนที่โหมกระหน่ำ ฉันนุ่งลมห่มฟ้า มีเพื่อนเป็นสายลมที่พัดผ่าน แล่นผ่านลมอุ่นๆของหน้าร้อน แล้วข้ามผ่านมหาสมุทรที่ประหนึ่งก้อนหิน”  

 

      เป็นฉากที่บอกเล่าเรื่องราวของคนอเมริกันไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม ได้เป็นอย่างดี จริงๆแล้วฉากนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “บุญชู” เอามากๆ โดยเฉพาะภาคแรก ตอนที่บุญชูเพิ่งเข้ามาในกรุงเทพ ที่พกเอาความใสซื่อเต็มเปี่ยมเข้ามา แต่กลับพบความขุ่นมัวของคนในสังคมเมือง โดยที่มี Background เป็นเพลงสไตล์บลูส์ ของ จรัล มโนเพชร บอกเล่าความรู้สึกของตัวละคร 

 

     โจ บั๊คก็ไม่ต่างอะไรกับบุญชู ที่ชีวิตบ้านนอกมันโหดร้ายเสมอเมื่อต้องอยู่ในเมือง บั๊คพบกับ 18 มงกุฎจอมแสบ “แรทโซ” ที่ทำตัวเหมือนเป็นผู้หวังดี ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้บ๊ัคเข้าสู่วงการ”ชายขายน้ำ”ตามที่ตั้งใจไว้ได้เต็มตัว  แต่เรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง เพราะสุดท้ายแล้ว แรทโซก็เป็นแค่ตัวแสบที่ฉกฉวยโอกาสจากความใสซื่อของบั๊คก็เท่านั้น..

 

     ระหว่างทางของหนังนั้น  ผู้กำกับมักจะใช้วิธีตัดสลับเฟรม flashback อย่างรวดเร็วกับทุกสถานการณ์ที่เลวร้ายของบั๊ค เพื่อเล่าความรู้สึกจิตใจสำนึกในชั่วขณะของบั๊คว่ากำลังรู้สึกยังไง? และ เพราะอะไร? ซึ่งเป็นวิธีที่ฉลาดและเท่ห์มากๆ 

 

      โจบั๊คบังเอิญเจอ แรทโซ อีกครั้ง.. แม้บั๊คจะโมโห เหน็ดเหนื่อย และสิ้นหวังแค่ไหน แต่เขาก็เป็นแค่คาวบอยบ้านนอกคนหนึ่ง ไม่สามารถจะกลายร่างเป็นคนเมืองที่ไร้จิตใจไปได้.. และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ จากคนตัวเล็กๆสองคน

      

       แรทโซ พาบั๊คไปรู้จักดินแดนของเขา ดินแดนที่เป็นเพียงรูหนูซอมซ่อๆ แต่เขากลับต้อนรับบั๊คเสมือนคฤหาสน์ที่สวยงาม และสะดวกสบาย บั๊คผู้ซึ่งมาจากดินแดนที่แห้งแล้งเพื่อมาแสวงหาความสะดวกสบายในเมืองใหญ่ กับ แรทโซผู้ซึ่งอยู่ในเมืองใหญ่แต่กลับมีความสุขในดินแดนเล็กๆที่ซอมซ่อของตัวเอง... 

 

 

      Midnight Cowboy เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จด้านชื่อเสียงอย่างมากในปี 1970 ด้วยการคว้าออสการ์ 3 ตัวจากรางวัลสำคัญๆ ทั้ง Best Picture , Best Directer และ Best Screenplay รวมไปถึงได้เข้าชิงดารานำชายทั้งสองคน คือ Dustin Hoffman และ Jon Voight  หนุ่มเฟี้ยวววว...มาก  Jon Voight  นี่แบบว่าหนุ่มจนนึกหน้าตอนนี้ไม่ออกเลย และการแสดงก็ต่างจากยุคหลังๆมาก ที่ส่วนใหญ่จะเป็นบทผู้ร้าย จอมบงการ หรือเป็นตัวประกอบที่เป็นพวกรัฐบาลอะไรประมาณนี้ เรียกว่าแทบจะไม่มีอะไรให้จดจำ ( จำได้แค่ว่าเป็นพ่อตัวจริงเสียงจริงของ Angelina Jolie..นั่นล่ะ ) ผิดกับบทในเรื่องนี้ ที่ด้วยสายตา ท่าทาง ทำให้เชื่อได้สนิทใจเลยว่ามาจากบ้านนอก และเป็นคนไม่คิดร้ายกับใครเลยจริงๆ

     

       สำหรับอีกคน ถ้าติดตามหนังในยุครุ่งเรืองของ Dustin Hoffman แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า เขาเป็น Genius คนหนึ่งในวงการ เรียกว่าเล่นได้ขาดจริงๆ ไม่ว่าจะเล่นเป็นอะไร ก็ทำให้ไม่รู้ว่าเลยว่าคือ Dustin Hoffman เหมือนเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน  ใน Tootsie เขาคือศิลปินตัวจริงที่ดันไปหลงรักนักแสดงสาวจนต้องยอมปลอมตัวเป็นหญิงเพื่อจะได้ใกล้ชิด  หรือใน Rain man เขาคือพี่ชายออทีสติกแสนดีของ Tom Cruise และใน Midnight Cowboy เขาก็คือชายพิการ 18 มงกุฏ ที่พยายามเอาตัวรอดจากสังคมใหญ่ที่น่าสมเพช..

 

       ท้ายที่สุดของหนัง เราคงไม่อยากจะบอกว่าจบแบบไหนหรือจบยังไง (อยากรู้ต้องดูเองนะจ๊ะ) แต่ตัวละครทั้งสองต่างสร้างมิตรภาพให้เกิดซึ่งกันและกันอย่างช้าๆ ซื่อๆแต่ลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างสอนให้รู้จักอีกมุมหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะ   แรทโซ  ที่สอนให้บั๊ครู้จักการใชัชีวิตว่า ชีวิตนั้นไม่มีทางลัดอย่างที่บั๊คเข้าใจ และ ความรัก มิตรภาพ จะพาไปสู่ความสวยงามที่แท้จริงของชีวิต 

 

      Midnight Cowboy เอง ก็กำลังบอกคนดูไปด้วยว่า ได้โปรดเชื่อในความฝัน ความดีงามของมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์จะถูกหลอกล่อหรือจมอยู่ในวังวนของกิเลสตัณหาไปอีกเท่าไหร่ ความรัก มิตรภาพก็ยังก่อเกิดได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกคน แม้ในนรก สวรรค์ กันดาน ศิวิไลซ์ ซอมซ่อ หรือ สวยงาม แค่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ ที่เชื่อในความรัก นำพามาซึ่งความหวังของการมีลมหายใจอยู่บนโลกที่วุ่นวาย

    

     “ครั้งหนึ่งซึ่งความหวังของเขาสูงอยู่บนฟ้า ครั้งหนึ่งซึ่งความฝันนั้นหาซื้อได้อย่างง่ายดาย แต่..เพียงไม่นาน ดั่งอุ้งมืออินทรีย์ถูกแผดเผา เพียงไม่นาน..ที่ความเหงาได้ให้บทเรียนกับชีวิตเสียที ว่าหัวใจนั้นเกิดมาเพื่อถูกดูแล ...ชีวิตนั้น เกิดมาเพื่อถูกแบ่งปันให้กัน ..และในท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงความรักเท่านั้น..ที่เราเหลืออยู่”  จากตอนหนึ่งของเพลง “Midnight Cowboy” โดย John Barry

 

 

############# sunstudio@hotmail.com ############

############# http://artyt.multiply.com ############  

    

 

edit @ 8 Jan 2009 12:47:06 by จากห้องอัดเล็กๆ ก็กลายเป็น zheza??

edit @ 8 Jan 2009 16:23:02 by จากห้องอัดเล็กๆ ก็กลายเป็น zheza??

2009/Jan/08

 

      ย้อนกลับไปสมัยยุค ‘80s นั้น ถ้าใครอายุรุ่นเดียวกับหนังแฟนฉัน (ไม่ใช่รุ่นเดียวกับดาราในหนัง..แต่หมายถึงในหนังอ่ะนะ ที่ปาเข้าไปสามสิบอัพ...) แล้วชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจแล้วล่ะก็... ต้องยอมรับว่า เป็นยุคทองแห่งหนังสยองขวัญจริงๆ ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นหนังเกรด บี ทุนต่ำ (หาดูได้จากร้านเช่าวิดีโอแถวบ้านเป็นหลัก โดยเฉพาะพวกวิดีโอก๊อปปี้ ยี่ห้อ National 120 หุๆๆ )จนเป็นกำเนิดของตัวละครอย่าง Freddy Krueger จาก Nightmare on elm street หรือ ที่คนไทยเรียกว่า”นิ้วเขมือบ” นั่นเอง (ชอบชื่อไทยมากเลย..เท่ห์จริงๆ) หรือ Jason แห่ง Friday 13th “ศุกร์ 13 สยอง” หรือจะเป็น ตุ๊กตาผี Chucky จากเรื่อง Child’s Play ก็ถือว่าสุดคลาสสิคมาก 


         นอกจากตัวหนังเอง จะโด่งดังแล้ว ก็ทำให้เกิดผู้กำกับเจ๋งๆขึ้นมาอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Wes Craven ที่สร้าง Freddy ให้มาหลอกหลอนเด็กๆในยุค 80s ลามไปถึงยุค 2000 ที่กลับมาล้อเลียนตัวเองใน Trilogy Series ของ Scream จนดึงเทรนหนังสยองขวัญให้กลับมาฮิตอีกที ในต้นยุค 2000 หรือจะเป็น John Carpenter ที่สร้างผลงานอย่าง The Fog หรือจะเป็น The Thing ทั้งสองเรื่องนี้ก็คลาสสิคจริงๆ ว่างๆจะมาคุยให้ฟังต่อ 

         แต่ที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ สำหรับโลกแห่งเรื่องสยองขวัญ ก็คือเค้าคนนี้ เจ้าพ่อเรื่องสยองขวัญตัวจริง Stephen King ผู้ที่สร้างสรรค์เรื่องนิยายสยองขวัญตั้งแต่ต้นยุค 80s ยาวมาถึงปัจจุบัน ถือว่าผู้ทรงอิทธิพลของอเมริกาคนหนึ่งเลย เรียกว่าเขียนนิยายจนโคตรรวย... ว่างๆจะมาเล่าถึงหนังที่สร้างจาก King อีกมากมาย (อีกแล้ว..) หนังดังๆทั้งน้านน ไม่ว่าจะเป็น Children of the Corn , Stand by Me , The Shawshank Redemption , Apt Pupil , The Green Mile , Dreamcatcher , 1408 , The Mist และอื่นๆอีกมากมายยยยจริงๆ 

          แต่ที่วันนี้จะเล่า คือเรื่องสุดคลาสสิคอีกหนึ่งเรื่อง คือ
The Shining ที่อยากพูดถึงเรื่องนี้เนี่ย เพราะหลายประเด็นอยู่ เช่น The Shining ถูกกำกับโดย Stanley Cubrick ผู้กำกับหนังในตำนาน หนังของเค้ามีอยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น แต่กลับเป็นหนังที่ต้องหามาดูให้ได้แทบทุกเรื่อง ด้วยสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร .. ไอ้คำว่าไม่เหมือนใครที่แหล่ะ ที่คนไม่เคยดูหนังของเค้าอาจจะสงสัยว่า มันดีขนาดนั้นเชียวเหรอ.. The Shining เนี่ยแหล่ะ คือข้อพิสูจน์!! 

        เนื่องจาก The Shining ถูกดัดแปลงจากนิยายของ King เอง โดย Cubrick นำมาเขียนบทหนังแล้วสร้างขึ้นในปี 1980 จนเป็นหนังสยองขวัญที่คอหนังแนวนี้ ถือว่าเป็น 1 ใน 10 เรื่องที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย!! และจุดที่ทำให้อยากเล่าถึงเรื่องนี้อีกอย่างนึงเพราะ ในปี 1997 King เองกลับนำ The Shining มาปัดฝุ่นซะใหม่ เป็น TV series ยาว 4 ชั่วโมง โดยเค้าดูแลการผลิตเอง เขียนบทเอง ทำให้อยากรู้อยากเห็นมากว่า ถ้าคนเขียนนิยายเจ๋งๆอย่าง King หันมาทำหนังซะเอง จะเป็นยังไงนะ?... ถ้าหากันได้นะ ขอแนะนำให้ไปหา Version ของ King มาดูซะก่อน เป็นการเปรียบเทียบ แต่ขอบอกสักหน่อยเถอะ..ว่าเอ่อ... ออกจะขำไปซะมากกว่าเป็นหนังสยองขวัญ... 

        ย้อนกลับมาที่ The Shining ในปี 80 นั่น เมื่อได้ดู Version ปี 97 แล้ว ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเก๋าของ Cubrick ที่ดัดแปลงในจุดที่ King คิดมาในเชิงตัวหนังสือเกินไป ที่ยากจะถ่ายทอดเป็นภาพได้ดี รวมไปถึงความลึกอีกหลายๆอย่าง ที่ทำให้คนอย่าง Cubrick น่าเคารพซะจริงๆ แต่ก็ใช่ว่า King จะไม่เก่งนะ... อย่างว่าแหล่ะ ทางใครทางมัน ไม่มีเรื่องเจ๋งๆของ King เราก็คงไม่ได้ดูหนังเจ๋งๆแบบนี้เหมือนกัน

       The Shining เป็นเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆ พ่อแม่และลูกชายตัวเล็ก ที่กำลังจะย้ายไปที่โรงแรมเก่าแก่ที่ชื่อว่า Overlook เนืองจากพ่อ ได้งานเป็นผู้ดูแลโรงแรมนี้ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังมาถึง เพราะโรงแรม Overlook เป็นโรงแรมที่ทุกฤดูหนาวนั้น หิมะจะตกหนักซะจนไม่มีใครเข้าไปพักได้ แต่ถึงอย่างไร..ก็ต้องมีคนเฝ้าและดูแลตลอดหลายเดือนของฤดูหนาวที่โหดร้าย และจะมีเพียงพ่อแม่ลูก 3 คนนี้เท่านั้น..ที่จะใช้ชีวิตในโรงแรม

        ดูๆแล้ว ก็ยังไม่น่าจะมีอะไรใช่มั๊ย? แต่หนังมันเริ่มบิ๊วตรงที่ว่า..เจ้าของโรงแรมดันบอกว่า เมื่อปีก่อน ก็มีคนมาดูแลโรงแรมแบบนี้แหล่ะ แล้วก็เป็นครอบครัวเหมือนกันเล๊ยย มีพ่อแม่ แล้วก็ลูกแฝด แต่ที่เจ๋งคือ ..พ่อมันฆ่าทิ้งทั้งครอบครัวเลย ..สับด้วยขวาน แล้วยิงกรอกปากตัวเองตาย... เท่านั้นแหล่ะ...หลอนนนน

        หนังชี้นำไปในแนวทางของจิตวิทยามากกว่าพลังลี้ลับที่เกินจริง ซึ่งในนิยายจะพูดถึงในแนวทางของพลังลี้ลับมากกว่านี้ ซึ่ง Version ปี 97 ก็จะเล่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆหลอนๆในโรงแรมตามในหนังสือซะเป็นส่วนใหญ่

         แต่ตัวละครที่สำคัญของเรื่องมากที่สุด สำหรับเรานะ.. น่าจะเป็นลูกชายที่มี sense พิเศษบางอย่าง ที่คนอื่นๆมองว่าเป็นเด็กมีปัญหาจนต้องดูแลโดยจิตแพทย์ นั่นเป็นจุดพลิกและจุดเดินเรื่องน่าสนใจทีเดียว

        ข้อแตกต่างหลายอย่างของ Version ที่ Cubrick ทำ และ King ทำ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ดูไม่เกินจริงเกินไปของ Cubrick ความลึกของตัวละครแต่ละตัว ที่ถึงหนังจะสั้นกว่า แต่กลับลึกกว่า หรือจะเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ ซึ่งถือว่าสุดยอดมากๆ การใช้ภาพเป็น Symbolic ของ Cubrick นั้นถือว่าเป็นตำนานในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นใน 2001 : A Space Odyssey หรือใน A Clockwork Orange สองเรื่องนี้เด่นชัดในสไตล์การเล่าเรื่องด้วย Symbolic มากๆ และใน The Shining ก็เหมือนกัน.. Cubrick ใช้ภาพหลอนตัดออกมาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น..ก็ทำให้สยองขนลุกขนพองสุดๆแล้ว 

        ความเก๋ายังไม่หยุดแค่ในเชิงภาพ แต่ลึกไปถึงการวางบทบาทของตัวละครที่ต่างไปจากที่ King คิด ต้องยอมรับอย่างนึงเลยว่า ตอนที่ได้ดู Version ของ King ก็นึกไม่ออกเลยว่า มันจะกลัวไปได้ยังไง? เพราะวิธีคิดของ King บางอย่างดูน่าตลกด้วยซ้ำไป..

         สิ่งที่น่าคิดเกี่ยวกับ The Shining ที่สุดเลย คือ ถ้าย้อนมองดูตัวเราเอง... คนทุกๆคนในสังคมวันนี้ ทุกคนก็ต่างมีชีวิตที่หมกมุ่น กดดัน คาดหวังไปซะหมด เพราะเป้าหมายของทุกคนคือ ความสบาย.. แปลกมั๊ย? ที่เราอยากสบายแต่กลับทำทุกอย่างให้ดูลำบาก ทั้งที่จริงๆแล้ว ถ้าอยากสบาย ก็ทำด้วยความสบาย น่าจะตรงจุดกว่า เหมือนหิวข้าว ก็กินข้าว..เท่านั้นเอง.. นั่นเป็นที่มาของจุดจบในการอยู่รวมกันของครอบครัวในสังคมวันนี้ พ่อแม่จริงจังกับการหาเงิน เพื่อจะหาเงิน เสื้อผ้า มือถือให้ลูก แต่กลับลืมใส่ใจถึงคำว่า 
“สั่งสอน”... ขัดแย้งกันน่าดู??

         จุดจบของ The Shining เราคงไม่สามารถพูดถึงงานของ Cubrick แบบวิชาการได้หรอก.. เพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องหนัง และ Cubrick ก็เป็นตำนานซะขนาดนั้น .. สิ่งที่พูดได้คงเป็น ข้อคิดที่ได้จากหนังซะมากกว่า แม้หนังจะเป็นหนังสยองขวัญ แต่กลับให้ข้อคิดดีๆของการใส่ใจคนรอบข้างให้มากพอ คำว่า”รัก” คงไม่ใช่แฝงไปด้วยความเห็นแก่ตัวในนั้น .. Quote นึงของบทสนทนาของเรื่องระหว่างพ่อกับลูก..

“ พ่อชอบโรงแรมนี้มั๊ย”
“ ชอบสิ พ่อรักมันมากเลยล่ะ.. แล้วลูกไม่ชอบหรือยังไง?”
“ ผมก็ว่างั้นน่ะฮะ “
“ ดีแล้วล่ะ พ่อก็อยากให้แกรักที่นี่ พ่อหวังว่าเราจะอยู่กันที่นี่ ตลอดไป...และตลอดๆๆไป..”


ลูกมันคงคิด.. ตกลงแล้ว.. ใครอยากอยู่กันแน่วะ? มึงหรือกู? หึๆๆ

          สำหรับใครที่ชอบหนังสยองๆแล้วนะ.. ขอให้ไปหาดูกันซะ ต้องเรียกว่า
“หนังสยองตัวพ่อ” ก็ว่าได้.. หนังสยองที่ไม่ต้องน่ากลัวเพราะเสียงตกใจๆ หรืออะไรที่แหว่ะๆ มุขเดิมๆ ไม่ก็ผมยาวปิดหน้า เดินกระตุกๆ จนเหมือนผีญี่ปุ่นย้ายสัมมะโนครัวมาอยู่เมืองไทยกันหมดแล้ว.. พอดูจบจะรู้ได้ว่าทำไม? ยุค 80s ถึงเป็นยุคทองของหนังสยองขวัญจริงๆ .. แล้วคุณจะรักหนังสยองๆขึ้นอีกเย๊อะ...เหอะๆๆๆ

          คราวต่อไปจะพยายามพูดถึงหนังเรื่องอื่นๆของ Stephen King อีก โดยเฉพาะผู้กำกับที่ชอบเหลือเกิ๊นนน ที่จะเอาเรื่องของ King มาทำหนัง เค้าคือ.. “Frank Darabont” 

############# E-Mail : sunstudio@hotmail.com ############

############# http://artyt.multiply.com ############ 

 

 

edit @ 8 Jan 2009 02:31:42 by จากห้องอัดเล็กๆ ก็กลายเป็น zheza??

edit @ 8 Jan 2009 02:33:22 by จากห้องอัดเล็กๆ ก็กลายเป็น zheza??